Make your own free website on Tripod.com

สายพันธุ์ของเลิฟเบิร์ด

        สามารถแบ่งออกได้ดังข้างล่างนี้

Agapornis cana: Madagascar หรือ Gray-headed Lovebird

Agapornis fischeri: Fisher's Lovebird

Agapornis lilianae: Nyasa Lovebird

Agapornis nigrigenis: Black-cheeked Lovebird

Agapornis personata: Masked lovebird

Agapornis pullaria: Red-faced Lovebird

Agapornis roseicollis: Peach-faced Lovebird

Agapornis taranta: Abyssinian หรือ Black-winged Lovebird

Agapornis Swindernia: Black-collared Lovebird

        มีเพียง 8 สายพันธุ์เท่านั้นที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ส่วน Black-collared เลิฟเบิร์ดนั้นหายากมากและไม่สามารถนำมาเลี้ยงในกรงได้

การจัดกลุ่มของสายพันธุ์เลิฟเบิร์ด

        การจัดกลุ่มของสายพันธุ์เลิฟเบิร์ดนั้นมีหลายวิธี วิธีที่นิยมนั้นได้แบ่งเลิฟเบิร์ดออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความคล้ายคลึงของแต่ละสายพันธุ์ คือ Sexually Dimorphic, Eyeringed, Intermediate และ Black-cheeked กลุ่มของ Sexually Dimorphic จะประกอบไปด้วย Red-faced, Abyssinian และ Madagascar เลิฟเบิร์ด เพราะเพศของเลิฟเบิร์ดสามารถแยกออกได้จากสีของมัน  กลุ่มของ Eye-ringed ประกอบด้วยสายพันธุ์ Masked, Fischer's, Nyasa และ Black-cheeked เพราะสายพันธุ์นี้จะมีขอบตา สายพันธุ์ Peach-faced จะรู้จักกันในกลุ่มของ Intermediate เพราะมันจะมีคุณสมบัติอยู่ในกลุ่มของ Eye-ringed และ Sexually Dimorphic แต่ Peach-faces ไม่สามารถระบุเพศได้ง่ายและไม่มีขอบตา Black-cheeked เลิฟเบิร์ด เป็นสายพันธุ์ที่รู้จักกันน้อย และถูกจัดกลุ่มไว้ต่างหาก เพราะไม่สามารถนำไปใส่ไว้ในกลุ่มใหนได้เลย ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ากลุ่มของ Sexually Dimorphic เป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุด และสายพันธุ์อื่นก็ได้มีวิวัฒนาการมาจากสายพันธุ์นี้

การแปลงพันธุ์และการผสมข้ามสายพันธุ์

        การแปลงพันธุ์เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างที่ผิดไปจากปรกติ ในส่วนของสี รูปแบบภายนอกและภายใน

        ในส่วนของเลิฟเบิร์ดเอง การแปลงพันธุ์มีผลกระทบมาจากส่วนต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ หรือ อาหาร ทำให้ DNA เกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นผลให้สีสันของเลิฟเบิร์ดมีการเปลี่ยนแปลง การแปลงพันธุ์เกิดขึ้นได้กับเลิฟเบิร์ดที่ถูกนำมาเลี้ยงและที่อยู่ในป่า

        ผู้ผสมพันธุ์เลิฟเบิร์ดส่วนมาก ใช้การผสมพันธุ์จากพ่อแม่ที่มาจากสายเลือดเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดพันธุ์ทางใหม่ และมีสีสันให้เลือกมากมาย

        การข้ามพันธุ์คือการนำเอาสัตว์ต่างสายพันธุ์มาผสมกัน เช่น Peach-faced กับ Nyasa ซึ่งจะเกิดเลิฟเบิร์ดพันธุ์ใหม่และไม่สามารถผสมให้เหมือนเดิมอีกได้ ผู้เพาะเลี้ยงไม่นิยมที่จะทำแบบนี้เนื่องจากคุณภาพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด และจะไม่ผ่านเกณท์ในการประกวดนก

เลิฟเบิร์ดที่อยู่ในป่าและที่ถูกนำมาเลี้ยง

เลิฟเบิร์ดที่อยู่ในป่า

        เลิฟเบิร์ดทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก และในแถบแอฟริกา ยกเว้น Madagascar เลิฟเบิร์ด ซึ่งจะอาศัยอยู่บนเกาะของ Madagascar เลิฟเบิร์ดอาศัยอยู่ในป่าเล็ก ๆ ทุ่งโล่ง ที่ราบ และ หนองบึง เลิฟเบิร์ดบางพวกอาศัยอยู่ในที่สูงบริเวณภูเขา เลิฟเบิร์ดเป็นสัตว์ที่ไม่อพยบถิ่นฐาน ในป่า เลิฟเบิร์ดจะกินหญ้า ผลไม้เล็ก ๆ เมล็ดพืช แมลง และ เมล็ดข้าว 

        เลิฟเบิร์ดเป็นสัตว์ที่ยึดมั่นในความรัก เมื่อเขาจับคู่ได้แล้วก็จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต คู่ของเลิฟเบิร์ดจะทำทุกอย่างร่วมกัน เขาจะยังคงดูแลลูก ๆ ต่อ ถึงแม้ว่า ลูก ๆ จะสามารถออกจากรังได้แล้ว บางคนเชื่อว่าถ้าคู่ของเขาตายเขาก็จะตายตามไปในเวลาไม่นาน นี่เป็นเพียงแค่คำลือ แต่ก็มีบางกรณีเหมือนกันที่เลิฟเบิร์ดตายเนื่องจากความโศกเศร้า

ประวัติของเลิฟเบิร์ดที่ถูกนำมาเลี้ยง

    เริ่มต้นศรรตวรรษที่ 20 เลิฟเบิร์ดได้ถูกนำเข้าไปในยุโรปเป็นครั้งแรก และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เริ่มแรกเลิฟเบิร์ดถูกนำเข้ามาในราคาที่แพงมาก หลังจากนั้นผู้คนส่วนมากก็ค้นพบว่าสามารถเลี้ยงเพาะพันธุ์ได้ง่าย และในปัจจุบันนี้จำนวนเลิฟเบิร์ดที่ถูกเลี้ยง ก็มีจำนวนมากกว่าเลิฟเบิร์ดที่อยู่ในป่าเสียอีก ปัจจุบันนี้มีเลิฟเบิร์ดขายมากมาย ในปี ค.ศ.1930 ได้มีโรคระบาดเกี่ยวกับนกจึงมีกฎหมายห้ามนำเข้าระหว่างประเทศในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้ตลาดของนกเลิฟเบิร์ดซบเซาลง แต่เมื่อกฎหมายเริ่มผ่อนปลนลง จึงทำให้เลิฟเบิร์ดเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในปัจุบัน

กายวิภาคของเลิฟเบิร์ด

คุณลักษณะสมบัติ

        เลิฟเบิร์ดจัดว่าเป็นสัตว์เลือดอุ่น อยู่ในจำพวกนกแก้วขนาดเล็ก มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 13 - 17 เซ็็นติเมตร มีหัวรูปไข่ รูปร่างได้สัดส่วน สายตาว่องไว หางสั้น ขนนุ่ม สีเป็นประกาย เลิฟเบิร์ดเกือบทั้งหมดจะมีขนสีเขียว แต่เลิฟเบิร์ดที่แปลงพันธุ์สามารถมีได้ทุกสี อุณหภูิมิเฉลี่ยของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 106 F. (41 C) ซึ่งสูงกว่ามนุษย์ประมาณ 7 F. (4 C) เลิฟเบิร์ดสามารถบินได้รวดเร็วและว่องไวมาก สามารถกลับตัวได้ทันทีทันใด

จะงอยปาก

        ปากของนกแต่ละประเภทจะแตกต่างกัน เนื่องจากนกแต่ละสายพันธุ์กินอาหารที่แตกต่างกัน เนื่องจากเลิฟเบิร์ดเป็นนกที่กินเมล็ดพืชและผลไม้ ดังนั้นเขาจึงมีจะงอยปากที่แข็งแรง เลิฟเบิร์ดเกือบทั้งหมดจะมีจะงอยปากสีเหลืองหรือส้ม แต่บางตัวก็มีสีแดง

ขาและเท้า

        เหมือนกับนกทั่ว ๆ ไป เลิฟเบิร์ดมี 2 ขา และ 2 เท้า เลิฟเบิร์ดใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการเกาะกิ่งไม้และการบิน ดังนั้นขาของเลิฟเบิร์ดจึงค่อนข้างสั้น เลิฟเบิร์ดมีนิ้วเท้า 4 นิ้วต่อ 1 เท้า เหมือนนกแก้ว 2 นิ้ว ชี้ไปข้างหน้า และ อีก 2 นิ้วชี้ไปข้างหลัง นิ้วด้านหลังจะช่วยในการยึดเกาะเวลาปีนป่าย นกทุกตัวจะมีเล็บที่ปลายนิ้ว นิ้วของเลิฟเบิร์ดจะสั้นมาก เราจะมีความรู้สึกว่าเล็บของเลิฟเบิร์ดมีความคมมากเวลาเขาเกาะอยู่ที่แขน แต่มันไม่คมพอที่จะข่วนให้ผิวหนังเป็นรอยได้

โครงกระดูกและกล้ามเนื้อ

        โครงกระดูกของเลิฟเบิร์ดมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง โครงกระดูกที่เบานี้เนื่องมาจากกระดูกส่วนมากเป็นโพรง ปีกของนกเปรียบได้กับแขนของคน ปีกแต่ละข้างประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนปลาย ส่วนกลาง และส่วนที่ติดกับลำตัว ขนหลักที่ใช้สำหรับการบินจะติดอยู่ที่ส่วนปลาย ขนรองจะติดอยู่ที่ส่วนกลาง กล้ามเนื้อส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเลิฟเบิร์ดคือส่วนที่ใช้ในการควบคุมปีก และเลิฟเบิร์ดมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงเช่นกัน

ขนของเลิฟเบิร์ด

        มีขนมากมายปกคลุมอยู่ทุกส่วนบนตัวของเลิฟเบิร์ด ยกเว้น ตา ปาก ขา และ เท้า เลิฟเบิร์ดมีขนหลายชนิด ขนของเลิฟเบิร์ดที่ยาวที่สุด คือขนที่ปีกสำหรับใช้บิน ขนหางของเลิฟเบิร์ดจะสั้นกว่าของนกแก้ว ซึ่งขนที่หางนี้จะช่วยในการบิน ขนที่เป็นเส้นจะปกคลุมร่างกาย ปีก และหางของเลิฟเบิร์ด ถ้าอากาศเย็น นกจะพองขนออกเพื่อกักความร้อนเอาไว้และกันอากาศเย็น เมื่ออากาศร้อน เลิฟเบิร์ดจะเก็บขนให้ชิดติดกันเพื่อกันความร้อนเข้าสู่ร่างกาย

เพศของเลิฟเบิร์ดและอายุขัย

เพศของเลิฟเบิร์ด

        เลิฟเบิร์ดสายพันธุ์ Red-faced, Abyssinian และ Madagascar สามารถระบุเพศได้ง่ายโดยดูจากสีของเขา แต่ในสายพันธุ์อื่น ๆ ตัวผู้และตัวเมียจะมีสีเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการยากที่จะระบุเพศได้ สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วไปแล้ว เรื่องของเพศไม่ค่อยจะสำคัญเท่าไรนัก นอกเสียจากว่าเราต้องการที่จะทำการเพาะพันธุ์ อย่างไรก็ตามการตั้งชื่ออาจจะสร้างปัญหาให้ได้ เมื่อเราพบว่า  "Bartholomew" แท้จริงแล้วเป็นเพศเมีย โดยปรกติแล้วเลิฟเบิร์ดเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยูกับพันธุกรรมและการเลี้ยงดูด้วย เพศผู้บางครั้งจะมีสีสันที่สดกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายประการเช่น ขนิดของอาหารที่ให้กิน และ สภาพภูมิประเทศ โดยทั่วไปแล้ว หัวของเพศผู้จะมีลักษณะแบน ในขณะที่เพศเมียจะกลม เพศเมียมักจะชอบเกาะอยู่ที่คอนมากกว่าเพศผู้ เพศเมียมักจะนำเอาวัสดุสำหรับทำรังกลับเข้ากรง แต่เพศผู้มักจะจิกแทะเล่นเท่านั้น เนื่องจากเพศเมียเป็นผู้ทำรังดังนั้นจึงมีกรงเล็บที่แข็งแรงกว่าเพศผู้ ถ้าเลิฟเบิร์ดของเราวางไข่และทำการฟัก เรามั่นใจได้เลยว่าเป็นเพศเมียแน่นอน  หางของเลิฟเบิร์ดเพศผู้และเพศเมียแตกต่างกันพอสมควร เราสามาถสังเกตุ ได้จากเวลาอาบน้ำ เมื่อเขาผายปลายหางออก ปลายหางของเพศเมียจะมีความยาวเท่ากัน และดูเป็นเส้นตรงในแนวตัด ส่วนเพศผู้จะโค้งมน ส่วนเลิฟเบิร์ดที่โตแล้ว เพศผู้สามารถดูได้จากช่องว่างของกระดูกบริเวณช่องท้อง ซึ่งจะมีกระดูกเชิงกราน 2 ชิ้น บาง ๆ ลาดเอียงจากท้องน้อยไปยังด้านหลัง ส่วนเพศเมีย ช่องว่างระหว่างกระดูกจะอยู่ประมาณ 4 - 7 มิลลิเมตร ซึ่งเพศผู้จะอยู่ชิดกันมาก กระดูกของเพศเมียจะแข็งและมน ในขณะที่เพศผู้จะมีปลายแหลม การพิจารณาแบบนี้ไม่สามารถทำได้กับเลิฟเบิร์ดที่ยังมีอายุน้อย

อายุขัย

        เลิฟเบิร์ดสามารถมีอายุอยู่ได้ถึง 15 - 30 ปี อายุที่ยืนยาวขนาดนี้ดูแล้วน่าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อพิจารณาจากสุนัขแล้วมีอายุเพียง 10 - 12 ปีเท่านั้น นกแก้วขนาดใหญ่จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าเลิฟเบิร์ด บางตัวมีอายุมากกว่า 100 ปี ถ้าเรามีการดูแลเลิฟเบิร์ดอย่างดีเขาอาจจะมีอายุได้ถึง 30 ปี หรือมากกว่านั้น

ประสาทสัมผัสของเลิฟเบิร์ด

สายตา

        เลิฟเบิร์ดมีดวงตาที่ใหญ่ เหมือนกับนกแก้ว เขาสามารถมองเห็นสีได้ดีว่าที่คนเห็น คนเรามี cone หรือ ตัวตรวจจับแสง 3 แบบ ในขณะที่เลิฟเบิร์ดมีถึง 4 แบบ ดังนั้นเขาจึงมองเห็นความแตกต่างของสีได้มากกว่าคน นกสามารถมองเห็นแสงอุลตราไวโอเลตและทุก ๆ สีในสายรุ้ง ตาของเลิฟเบิร์ดจะอยู่ข้าง ๆ หัวและเขาจะมีมุมมองของแต่ละด้าน ซึ่งหมายความว่าตาของเขาสามารถแยกแยะการมองเห็นของแต่ละข้างได้ เลิฟเบิร์ดสามารถมองเห็นรอบ ๆ ตัวเขาประมาณ 300 ซึ่งเป็นมุมมองที่มากกว่าที่คนจะมองเห็น สายตาแหลมคมมาก แต่จะไม่ดีเมื่อแสงสว่างไม่มากพอ

กลิ่น

        เลิฟเบิร์ดมีประสาทสัมผัสทางด้านกลิ่นเช่นกัน แต่ไม่ดีเท่ากับประสาทสัมผัสส่วนอื่น ๆ

การได้ยิน

        เลิฟเบิร์ดมีหู 2 ข้าง แต่เราจะมองไม่เห็นเพราะมีขนปิดอยู่ หูของเลิฟเบิร์ดจะอยู่บริเวณหลังของตาทั้งสองข้าง เลิฟเบิร์ดจะมีประสาทสัมผัสในการได้ยินดีกว่าคน ถ้าเราเปิดเพลงเสียงดังหรือพูดเสียงดังเกินไป อาจจะจะไปทำลายระบบการได้ยินของเลิฟเบิร์ดได้

การสัมผัส

        ตาและปากของเลิฟเบิร์ดจะอ่อนไหวต่อการสัมผัสมาก ถ้าเราจับเขาแรง ๆ เขาจะส่งเสียงดังและบินจากไป

การรับรส

        เลิฟเบิสทุกสายพันธุ์จะมีลิ้นเพื่อการรับรสชาด แต่การรับรสชาดของเลิฟเบิร์ดจะไม่ดีเท่ากับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น

สัมผัสที่หก

        สัตว์หลายชนิดสามารถรับรู้เมื่อบางสิ่งจะเกิดขึ้น หรือสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ เลิฟเบิร์ดมี "sixth sense" เขาสามารถรับรู้ได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหว หรือบินหนีบางสิ่งบางอย่างที่คนไม่อาจมองเห็น

 

About LoveBirds | LoveBirds Gallery | LoveBirds Books | Contact Us | About Us | Home

Copyright 2003  MyDearNet.  All rights reserved.